ค่ายลูกเสือ2 คุณหมี THE GHOST RADIO

ค่ายลูกเสือ

ค่ายลูกเสือ2 (จุดเริ่มต้น) วันนี้แอด เล่าขวัญ.คอม ได้นำเรื่องเราภาค 2 ของค่ายลูกเสือเรื่องเล่าจากคุณหมี ต่อเนื่องจากภาคที่แล้ว คุณหมีก็ไปหาข้อมูลโดยการไปสอบถามทั้งคุณแม่ ทั้งคนที่รู้จักค่ายลูกเสือแห่งนี้ นำมาเป็นภาค 2 ไม่ใช่ภาคต่อ แต่ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของค่ายลูกเสือแห่งนี้

คลิปเสียง

แม่คุณหมีก็บอกว่า จริงๆ แม่ก็ไม่ได้ไปเข้าค่ายที่นี่หรอกนะ และในช่วง พ.ศ.นั้นเพิ่งจะเอาหลักสูตรลูกเสือเป็นวิชาเข้ากระทรวงศึกษาธิการ เมื่อราวๆปี 2516  แต่ก่อนหน้านั้นก็จะมีแค่ลูกเสือชาวบ้านก่อน หลังจากนั้นกระทรวงศึกษาธิการจึงนำหลักสูตรลูกเสือเข้าไปในโรงเรียน ซึ่งในช่วง พ.ศ.2516 นั้น การเดินทางไปไหนมันจะยากลำบากมาก ในโรงเรียนๆนึงต้องเป็นคนที่มีฐานะจริงๆ ถึงจะได้เล่าเรียน

สมัยนั้นก็จะมี ป.1 ถึง ป.7 ป.8  ตอนนั้นแม่ของคุณหมีอยู่ชั้นป.5 แต่ว่าในตอนนั้นเขาจะไม่ให้เด็กที่อายุน้อยกว่าเกณฑ์เข้าค่ายหรือเข้ากิจกรรมลูกเสือ ฉะนั้นก็จะเป็นรุ่นพี่ ป.6 ป.7 ที่ได้ไปทำกิจกรรมครั้งนี้ คุณหมีก็เลยถามต่อว่าในเมื่อแม่ไม่ได้เข้า แล้วใครเข้าหละ แม่พอจะมีเพื่อนรุ่นพี่ในยุคนั้นมั๊ย แม่คุณหมีก็ตอบกลับมา 2 อย่าง ถ้าไม่ย้ายบ้านนี้ ก็ตายไปกันเกือบหมดแล้ว

เพราะว่าในเหตุการณ์ครั้งนั้น คุณยายของคุณหมีมีอาชีพขายข้าวแกง คนในครึ่งตำบลของที่ที่คุณหมีอยู่ต้องได้กินข้าวแกงฝีมือยายของคุณหมี ฉะนั้นคุณยายเลยได้มีโอกาสได้ไปขายข้าวแกงที่กองลูกเสือ ในช่วงยุคนั้นการเข้าค่ายลูกเสือจะมีเด็กเข้าค่ายไม่ถึง 30 คน แม่คุณหมีก็เลยลองให้ไปดูป้าท่านนึงซึ่งเป็นรุ่นพี่ของแม่คุณหมีซักประมาณ 2 ปีเขายังอยู่ในเหตุการณ์ ป้าท่านนี้ชื่อว่าป้าสำรวย คุณหมีก็เลยชวนแกคุย จนกระทั่งป้าแกพูดว่า โอเคหมี อยากรู้เรื่องนี้นักใช่มั๊ย เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง

ขายข้าวแกง

ป้าสำรวยก็เริ่มเล่าว่า คนที่เห็นจะๆคาตาเลยก็คือคุณยายของคุณหมี (บางทีผมขอแทนป้าสำรวยว่าป้า หรือยายของคุณหมีว่ายาย) แต่คุณหมีก็แปลกใจทำไมยายถึงไม่เคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟังเลย แต่คุณหมีกลับไปถามยายก็ไม่ได้แล้วเพราะยายได้เสียชีวิตไปแล้วป้าก็เลยเล่าให้ฟังว่า ในช่วงปี พ.ศ.นั้น ก็เริ่มมีกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือเนี่ย เด็กบางคนก็ได้ไป บางคนก็ไม่ได้ไป โดยการเอาเด็กที่ไปค่ายลูกเสือร่วมไปกับลูกเสือชาวบ้าน มาร่วมสันทนาการกัน

ซึ่งในพื้นที่ในสมัยนั้นก็ไม่มีพื้นที่มาก ทาง ผอ.โรงเรียนในยุคนั้น ก็เลยเล็งไปที่ภูเขาลูกนี้ ก็เลยพาคนทั้งหมดไปที่ภูเขาลูกนี้ การเข้าค่ายในตอนนั้นก็ไป 2 วัน 1 คืนเท่านั้น โดยมีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับป้ามีอยู่แค่ประมาณ 15 คน ยายของคุณหมีก็มีหัวการค้า ก็เลยบอกแม่คุณหมีว่าเราต้องไปขายข้าวแกงที่ค่ายแห่งนี้ แม่และยายก็ได้ทำข้าวแกงไปเป็นหม้อๆแล้วก็ใส่รถเข็นไปขาย

ป่า

ในช่วงวันนั้นก็มีเด็กนักเรียนประมาณ 15 คน ลูกเสือชาวบ้าน 3-4 คน และมีผู้ฝึกสอนรวมถึงผู้อำนวยการโรงเรียน รวมๆแล้วไม่ถึง 30 คน ส่วนยายก็ไปถึงก็ไปขายข้าวแกงเลย จนถึงช่วงราวๆ 4-5 โมงเย็น เขาก็จะมีการเดินสายไฟเข้ามา เพราะว่าในป่าเขานั้นมืดมาดรวมไปถึงในยุคสมัยก่อนด้วย และในระหว่างเปิดพิธีการ อยู่ๆ ไฟก็ดับทั้งงาน ผอ.ก็คิดว่าไฟตกธรรมดา ก็เลยเอาเครื่องปั่นไฟเข้าไป แต่เครื่องปั่นไฟก็ดับอีก พอไฟติดก็ดับอีก เป็นแบบนี้ประมาณ 7-8 รอบ

เขาก็เลยซื้อข้าวแกงจากยายมาเป็นเครื่องเซ่น ที่ศาลเพียงตาที่ตั้งอยู่ในค่ายนั้น พอเซ่น จุดธูปอะไรเสร็จเรียบร้อย แต่ว่าไฟก็ยังดับอยู่ 3-4 รอบ ก็เลยไปถามคนแถวนั้นว่าจะต้องทำยังไง มีชาวบ้านคนนึง ผีป่าผีเขาไม่เหมือนกับผีบ้านผีเรือน ต้องเซ่นด้วยเหล้าหรือว่าของสด ผอ.โรงเรียนก็ขับรถลงไปซื้อเนื้อสด กับเหล้าขึ้นมาอีกแบนนึงขึ้นมาแล้วก็ใส่ถาดและก็ถวาย และผอ.ก็พูดใส่ไมค์ เหมือนกับว่าจะให้ทุกคนเป็นพยานว่าทำแล้วนะ ระหว่างที่พูดไป ผอ.ก็พูดว่า วางไว้ตรงนี้นะครับ ถ้าอยากได้อะไร อยากกินอะไร ถ้าไม่พอ ก็ให้มาเอา

ยายของคุณหมีก็เดินไปหา ผอ.ทันทีแล้วพูดว่า พูดแบบนี้ได้ยังไง พูดแบบนี้ไม่ได้ เพราะการที่พูดว่า อยากกินอะไรอยากได้อะไร แล้วถ้าเกิดเขาอยากได้คนจะทำยังไง โดยที่บทสนทนาที่ยายคุยกับผอ.นั้นเข้าในไมค์ คนที่อยู่ในงานในวันนั้นก็ได้ยินทุกคน ประมาณซัก 6 โมงเย็นถึง 1 ทุ่มเหตุการณ์ก็ปกติ ไฟไม่ดับละ ก็เลยสั่งให้เด็กไปอาบน้ำ ป้าสำรวยเล่าให้ฟังว่า ในสมัยนั้นบริเวณนั้น ไม่มีห้องน้ำ การที่จะไปอาบน้ำได้ ก็คือต้องไปอาบที่บึงนั้น

คุณหมีก็นำภาพที่คุณหมีถ่ายไว้เมื่อคราวที่ไปย้อนรอยเมื่อคราวก่อน แล้วถามว่าตรงนี้ใช่มั๊ย ป้าก็บอกว่าใช่ แต่เมื่อก่อนไม่ได้กว้างขนาดนี้ มันเป็นเพียงแค่บึงเล็กๆประมาณสนามตะกร้อ 2 สนาม ไม่ใหญ่มาก ระหว่างที่อาบน้ำไป ป้าก็เห็นผู้ชายคนนึงออกมาจากศาลเพียงตา แล้วก็มองเด็กๆ อาบน้ำกัน ป้าก็ไม่ได้สนใจก็คิดว่าเป็นคนที่มาดูแล และก็อาบน้ำต่อไป แต่มีเด็กคนนึงชื่อว่า ขาว  ป้าบอกว่า ไอ้ขาวเนี่ยมองลุงคนนั้นไม่หยุดเลย ทุกคนก็ไม่ได้คิดไม่ได้สนใจอะไรก็กลับเข้ามาทำกิจกรรมกันต่อ 

ก็มีลูกเสือชาวบ้านนำเครื่องดนตรีมาเล่นดนตรีกัน ในระหว่างที่บรรเลงเพลง ทุกคนกำลังสนุกสนาน ให้นึกภาพเหมือนประมาณงานรำวง มีชาวบ้านเข้าไปเต้น มีลูกเสือชาวบ้านเข้าไปเต้น เด็กนักเรียนเข้าไปเต้น ก็ล้อมวงเต้นกัน ซักพักอยู่ดีๆไปก็ดับไปแปปนึงและไฟก็ติดขึ้นมา ป้าสำรวยเห็นลุงท่านนึงถอดเสื้อใส่ผ้าขาวม้า มาจากที่ไหนก็ไม่รู้มาร่วมรำด้วย สนุกสนานๆ แล้วก็หัวเราะไปด้วย

คนที่เป็นอาจารย์ก็สงสัยว่าใคร ก่อนที่ไฟดับยังไม่มีเลย แล้วกลิ่นตัวนี่เหม็นสาบมาก ทางผู้อำนวยการก็ไล่ให้ออกจากวง แต่ลุงคนนั้นก็คงจะไม่พอใจ  และเดินหายเข้าไปในภูเขา หลังจากนั้นในระหว่างที่งานรำวงจะเสร็จแล้ว ยายก็เริ่มจะเก็บข้าวเก็บของ ก็ไม่คิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ซักพักมีคุณลุงท่านนึง เขาเดินมาหาอาจารย์ผู้ฝึกสอนท่านนึง แล้วพูดว่า นี่ มีเหล้ากินมั๊ย ขอเหล้ากินหน่อย ทางอาจารย์ก็บอกว่า ไม่มี คุณจะมาขออะไรเนี่ย ไม่มีหรอก มีแต่เด็กนักเรียนไม่มีเหล้า

ด้วยความที่ว่าอาจารย์ท่านนี้จะปัดรำคาญจากคุณลุง ก็ไปเห็นเหล้าที่ตั้งอยู่ที่ศาล แล้วก็พูดว่า เหล้าที่ถวายหนะ ไปกินสิ ลุงท่านนี้ก็เดินไป แล้วก็พูดว่า ขี้งก ขอแค่นี้ก็ไม่ได้ เดี๋ยวนะ กูจะเอาชีวิตเด็กทั้งหมดเลย แล้วก็เดินหายไป ยายของคุณหมีก็เก็บของกำลังจะกลับบ้าน ยายก็ไปเห็นเด็กผู้หญิงกลุ่มนึง ในกลุ่มนั้นก็มีป้าสำรวยอยู่ด้วย กำลังโวยวายกัน ยายก็ถามว่ามีอะไรกัน เด็กๆก็บอกว่า มีลุงคนนึงมาแอบดูหนูอยู่ในเต้นท์แล้วเขาก็แอบไปดูทุกเต้นท์เลยค่ะ ยายก็บอกไม่มีอะไรหรอกมั๊ง อาจจะเป็นคนแถวนี้มาดูความเรียบร้อยเพื่อไม่ให้เด็กเป็นอันตรายมากกว่า ลักษณะการเข้าไปดูของลุงท่านนี้ก็คือ เปิดเต้นท์เข้าไปดูทุกเต้นท์ เหตุการณ์ในคืนนั้นก็ผ่านไป

จนมาถึงช่วงเช้า  ยายก็มาขายข้าวแกงปกติ แต่ว่าคราวนี้แม่คุณหมีไม่ได้มา เด็กคนที่ชื่อขาว เดินมาหายายแต่เช้าเลย แล้วถามว่า ป้าผมขอเซนข้าวถุงนึงได้มั๊ยครับ ยายก็ถามว่าหิวหรอ  ขาวก็ตอบว่า ครับ หิวมากครับ ยายก็เลยตักข้าวใส่ถุงและก็ตักพะโล้ใส่ถุงให้กับขาว พอขาวคว้าถุงได้แล้วก็เดินไปเขวี้ยงที่ศาล แล้วก็พูดว่า อ่ะ กินซะ แล้วก็เดินกลับมา ยายก็เลยเอาเรื่องนี้ไปบอกกับป้าสำรวย ว่า หนูดูเพื่อนเองด้วยเนี่ย มาเซนข้าวป้า แล้วก็เอาไปทิ้งที่ศาล แต่ทุกคนก็ปกติไม่ได้คิดอะไร คิดว่าเขาแกล้งหรือเปล่า

มืด

จนกระทั่งช่วงราวๆ ซักบ่าย 2 กำลังจะเลิกกอง ทางอาจารย์ก็ให้เด็กๆไปอาบน้ำ ก่อนที่จะกลับบ้าน ก็ต้องไปอาบที่บึงเหมือนเดิม ซึ่งในยุคนั้นจะไม่มีการแยกหญิงชาย เด็กผู้หญิงก็ใส่ผ้าถุงกระโจมอก เด็กผู้ชายก็ใส่กางเกงอาบน้ำได้ ระหว่างที่อาบๆกันอยู่  เด็กที่ชื่อขาวก็เดินลงไปในบึง แล้วก็ไม่ขึ้นมาอีกเลย เด็กนักเรียนที่อยู่ตรงนั้นเห็นทุกคน แต่ทุกคนก็คิดว่าเขาแค่เดินลงไปอาบน้ำ แต่ในตอนที่อาบน้ำนั้นขาวดูสนุกสนานมาก แต่อยู่ดีๆ ก็นิ่งแล้วก็ทิ้งขันแล้วก็เดินหายเข้าไปในบึง

ป้าสำรวยเห็นว่าไม่ขึ้นมาแน่ๆละ ก็เลยไปแจ้งทางครูผู้ฝึกสอน บอกว่าครูขา เด็กนักเรียนคนนี้เดินหายลงไปในบึงทำยังไงดี พออาจารย์รู้เรื่อง ทุกคนก็ช่วยกันงม แต่ก็ไม่เจอ ทำยังไงก็ไม่เจอ จนกระทั้งเย็น ซัก 4-5 โมง ข่าวไปถึงคนในพื้นที่ คนก็มาช่วยกันงมกัน แต่ก็ยังไม่เจอ จนข้ามไปอีกวันนึง เขาก็สั่งให้เด็กนักเรียนทุกคนกลับบ้าน แต่ด้วยความที่ว่าป้าสำรวยรู้จักกับยายของคุณหมี เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน ป้าก็ทำเนียนอยู่ในเหตุการณ์ด้วย และก็ช่วยยายขายของ

ยายก็เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส เห็นว่ามีคนมาช่วยกันหาศพเด็กคนนี้ ก็เลยอยู่ขายข้าวแกงไปเลย คืนแรกก็ยังหาไม่เจอ คืนที่สองก็หาไม่เจอ ในบึงแค่สนามตะกร้อ 2 สนามแต่ไม่รู้ว่าความลึกขนาดไหน ยายก็ขายข้าวแกงไป ป้าสำรวยก็ด้วยความเป็นเด็กก็วิ่งอยู่แถวๆนั้น เวลาเขาทำอะไรกันก็วิ่งไปดู จนข่าวนี้มันดัง จนคนในพื้นที่มากัน และก็ออกความคิดเห็นต่างๆนาๆ ก็ให้ตั้งแถวเป็นแถวเรียงหนึ่งแล้วก็ดำลงไปกวาดก็ไม่เจอ ใช้แหหว่านลงไปก็ไม่เจอ

จนกระทั่งผอ.ก็บอกว่า เอาอย่างนี้ละกันยังไงก็ต้องเจอแน่ๆ ใช้เครื่องสูบน้ำออก นานหน่อยแต่ชัวร์ ในตอนนั้นบ้านใครที่มีเครื่องสูบน้ำก็เอามา รวมๆกันได้ 3-4 เครื่องได้ ช่วงนั้นก็ประมาณ 3 โมง น้ำก็เริ่มลดบ้าง แต่ก็ต้องใช้เวลา ไปจนถึง 2 ทุ่มด้วยความที่บึงไม่ใหญ่มาก น้ำก็ค่อยๆลดลงจนเหลือประมาณ เท่าเอว ทุกคนๆก็รอกัน และตอนที่สูบน้ำนั้น ก็มีชาวบ้านคนสองคนก็ลงควานหาไปด้วย แต่ก็ไม่เจอ ยายคุณหมีก็เก็บข้าวเก็บของอะไรของเขาไป ระหว่างที่ยายเก็บของ มีคนๆนึงพูดขึ้นมาว่า เดี๋ยวยังไง ก็ต้องโผล่ แล้วก็โผล่จริงๆ แต่โผล่ในลักษณะที่แบบว่า (ต้องใช้วิจารณญาณในการอ่านด้วยนะ)

ศพนั้นวิ่งขึ้นมาจากบ่อน้ำ ตาหลุดข้างนึง เปียกทั้งตัว  ชนข้าวแกงของยายกระจาย แล้วก็วิ่งหัวเราะดีใจใหญ่ หายเข้าไปในป่า ทั้งป้าสำรวย ทั้งยายคุณหมี รวมถึงทุกๆคนเห็นคาตา ตรงนั้นอยู่กันประมาณ 15-16 คน พอทุกคนเริ่มตั้งสติกันได้ก็เริ่มจับกลุ่มกัน ถามกันว่าไอสิ่งที่เห็นว่าใช่หรือไม่ ยายก็บอกว่ายังไงก็ใช่ ส่วนป้าสำรวยก็ตาค้าง และก็มีพี่บางส่วนเดินตามศพนั้นเข้าไปในป่า 3-4 คน แต่ว่าระหว่างทางนั้นก็จะมีคราบเลือด คราบน้ำหนองเป็นรอยๆ ไปตามทางตลอด พี่กลุ่มนี้ก็ตามๆไปเรื่อยๆ จนถึงเช้าแต่ก็ไม่เจอศพ

แต่อีกกลุ่มนึงก็บอกว่าเป็นผีหรือเปล่า อีกกลุ่มนึงก็บอกว่าถ้าเป็นผีจะมีรอยคราบน้ำเหลืองได้ยังไง   แล้วคนอื่นๆ ก็ยังพยายามค้นหาในบ่อนั้นต่อแต่ก็ยังหาไม่เจอ จนถึงทุกวันนี้   และก็มีคนเฒ่าคนแก่ก็บอกว่า เป็นไปได้มั๊ย ผีป่าผีเขาสิงที่ศพนี้แล้วก็วิ่งหายเข้าไปในป่า ด้วยกาลเวลาอาจจะโดนสัตว์ป่าแทะไปแล้ว และในคืนนั้นยายกับป้าสำรวยก็เข็นรถเข็นกลับมาที่บ้าน พอไปถึงบ้าน แม่คุณหมีถามว่า แม่หม้อไปเลอะอะไรมาเนี่ย เหม็นเชียว ก็คือคราบน้ำเหลือง คราบน้ำหนอง กระจายเต็มหม้อไปหมดเลย ก็คือมีหลักฐานการชนจริงๆ พอตอนเช้ายายก็ต้องไปทำบุญและป้าสำรวยก็ยืนยันกับคุณหมีว่าเห็นศพวิ่งขึ้นมาจากน้ำจริงๆ รวมถึงยายด้วยที่เห็นศพวิ่งขึ้นมาจริงๆ ส่วนรูปปั้นที่เป็นลูกเสือนั้นก็เป็นของเด็กชายที่ชื่อว่า ขาว คนนั้นเอง

เครดิต : Pantip